Chatsee's profileOh A KungPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
Oh A KungNothing is mine. I am thankful that everything I have I get from GOD. April 23 นับต่อหมายเหตุ : ชื่อ"นับต่อ"...ต่อจาก"นับหนึ่ง"
เพราะแม้คนทำจะไม่ใช่คนเดิมทั้งหมดแต่ก็เกี่ยวข้องกันอย่างไม่อาจแยกได้
ปีที่แล้ว เพื่อนๆ ที่มีไฟในดนตรีได้เริ่มโครงการงานเพลง เน้นแนวฟังสบาย เหมือนอารมณ์เวลาพัก
และให้ชื่อว่าอัลบั้ม "COFFEE BREAK"
ตอนนี้ยังไม่เสร็จ...ฉันก็ลุ้นจนเมื่อยแล้วเหมือนกัน
วันหนึ่ง...
"โก้" เพื่อนคนหนึ่งที่ได้รู้จักกันเมื่อตอนไปเรียน Advanced singing เมื่อหลายปีก่อน
ก็โทรมาชวนให้ไปร้องเพลงของเขา...เพลงที่เขาแต่งเอง
เพลงนี้เป็นเพลงคู่น่ารักๆ..แนวบอสซ่า อารมณ์ประมาณนั่งดีดกีตาร์อยู่ริมทะเล
งานนี้ใช้ห้องอัดจริง ไม่ใช่ BeDRooM StuDio เหมือนครั้งที่แล้ว
ขอบคุณพระเจ้าที่ฉันมีโอกาสได้เรียนรู้ประสบการณ์มีค่าอย่างนี้อีกครั้ง
ตอนบันทึกเสียงก็ต้องทำอารมณ์ร่าเริงๆ เพราะเพลงมันออกน่ารักๆ
ก็ไม่ใช่ง่ายซะทีเดียว
ใครที่รู้จักฉัน ก็คงรู้ว่า...มะช่ายแนวเท่าไร ไม่ค่อยใกล้ตัวจริง
ไม่ชินกะการร้องแบบน่ารักๆ อ่ะ
ตอนอัดเสียงโดยเฉพาะวันอัดคอรัส รู้สึกว่าเกรงใจเพื่อน แบบร่างกายไม่ค่อยเต็มที่เท่าไร
แบบงานที่ทำก็เครียดดดดดดด...ชิบ โปรเจ็คต์นี้ดูดพลังสุดๆ เหนื่อยมั่กๆ
แต่ในที่สุด เพลงก็คลอด...เย้ๆๆๆ
เมื่อต้นเดือน โก้ส่งแผ่นตัด (Single) มาให้ ในฉบับ Radio mixed
ฉันตามข่าว Coffee Break ในเว็บบอร์ดของเราเป็นระยะๆ
พอรู้ว่ามีสถานีวิทยุเปิดเพลงของเราแล้ว ก็อยากได้ยินได้ฟังบ้าง
จนเมื่อก่อนสงกรานต์
ฉันก็ได้ยินเพลง
เสียดายที่เปิดมาตอนท้ายๆ เพลงแล้ว
..แต่ก็รู้สึกดีมากเลยนะ
อารมณ์ตอนแรก นึกว่าหลอนเนื่องจากการฟังแต่เพลงตัวเองอยู่พักใหญ่
แต่ได้สติว่า...ฉันนั่งฟังอยู่ในรถนี่หว่า
และรถฉันไม่มีที่เล่นซีดีซะหน่อย เปิดได้แต่เทปก๊าบบบบ ฮ่าๆๆ
"ดีใจมาก" สั้นๆ เลย
และดีใจขึ้นอีก เพราะเมื่อวานคุยกะน้ำผึ้ง เพื่อนป.ตรี
ตอนแรกน้ำผึ้งบอกคุ้นๆ ชื่อ Coffee Break
ฉันรีบแก้ว่า ไม่ใช่ของแคลอรี บลาบลา นะ..ชื่อมันเหมือนกัน
ก็อธิบายว่าเพลงประมาณไหน
เพื่อนก็บอกว่าเคยฟังเมื่อช่วงสงกรานต์ ประมาณนี้ล่ะ เพราะฟังคลื่นนี้ประจำอยู่แล้ว
แถมยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมตามที่ดีเจบอกด้วย
อืม....... "ดีใจ" อีกแล้ว
ไม่นึกว่าเพื่อนฉันจะเคยฟังเพลงที่ฉันมีส่วนร่วมนี้ด้วย
จริงๆ ไม่ได้ดีใจแค่เพลงที่ร้องได้ออกอากาศ
แต่ดีใจกว่านั้น คือ ความพยายามของกลุ่มคนที่ลงมือทำตามฝันได้รับการตอบรับที่ดี
เพื่อนฉันทำได้แล้ว !!!
การที่เพลงถูกเปิดโดยสถานีวิทยุ เป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับพวกเรา
April 15 ตูว่าแล้วเรื่องมันเกิดหน้าห้องน้ำที่ไซต์ออฟฟิศ...
ห้องน้ำที่ผู้รับเหมาเตรียมให้เจ้าของงานและที่ปรึกษาแบ่งเป็นหญิงห้องเดียว แต่ชาย 2 ห้องพร้อมโถฉี่ต่างหากอีก
ไม่รู้จะเยอะแยะอะไรกันนักหนา ทั้งๆ ที่ผู้หญิงมี 5 คน (รวมเลขา 2 กะแม่บ้าน2) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ออฟฟิศ
ผู้ชายทั้งหมดทั้งที่ปรึกษาและเจ้าของงานมีประมาณ 10 คนก็จริง แต่ที่เห็นประจำที่ออฟฟิศมีแค่ 4 คนได้ บ่ายวันหนึ่ง หนุ่มๆจากออฟฟิศใหญ่มาประชุมที่ไซต์ออฟฟิศ
ฉันนั่งทำงานไปเรื่อย จนรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ
มันช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน..ที่ห้องน้ำหญิงห้องเดียวของไซต์ออฟฟิศไม่ว่าง
เรื่องความต้องการในการใช้ห้องน้ำมันบังคับกันยากซะด้วย...
ยืนรอพักใหญ่......คนข้างในยังไม่ออกมาแฮะ ฉันก็ขยับออกมายืนคิดอยู่หน้าห้องน้ำครู้หนึ่ง
ขณะนั้นหน้าห้องน้ำชายมีพี่คนขับรถตาบิล (ตาบิลคือBossของฉัน) กะคุณป.ยืนคุยกัน
ทั้งสองพร้อมใจกันบอกให้ฉันเข้าห้องน้ำชาย
เหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นใคร...เออ..ก็ดีวะ ไม่ต้องรอนาน
ยังไม่ทันไร..
พอนั่งปุ๊บ..เสียงไอ้คุณพี่จ๊วดดังมา ประหนึ่งว่าพี่แกพูดอยู่ที่หน้าห้องน้ำนั่น
เฮ้ย..ไม่ใช่ประหนึ่งล่ะ พี่แกพูดอยู่ตรงนั้นจริงๆ นะ
เฮ้ออออออออออออ.... "เอาแล้วไง...เอคุง"
แว๊บต่อมา...เสียงใครๆต่อใครก็คุยกันจ้อกแจ้กเต็มไปหมด
อะไรกันเนี่ย.........ฉันรอเข้าห้องน้ำตั้งนานไม่มีใคร
แล้วทำไมดันต้องประชุมเสร็จกันตอนนี้ด้วยว้า....
แต่ทำไงได้ล่ะ..
"เอาวะ"
ว่าแล้วก็ทำหน้านิ่งๆ ออกไปเผชิญโลกแห่งความจริงที่หน้าห้องน้ำ
ทั้งๆ ในใจไม่ได้รู้สึกอะไรเท่าไร แต่ก็แสร้งทำสีหน้าเขินเล็กน้อยไปอย่างนั้นเอง
ข้อคิดที่ได้... ห้องน้ำมันไม่ได้ห้ามคนเข้า ฉันไม่ได้ทำผิด ฉันมีสิทธิ์เข้าห้องน้ำ
คนผู้ชายต่างหากที่ทะลึ่งเลิกประชุมพอดีแล้วดันมายืนคุยกันหน้าห้องน้ำ
ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับผู้ที่อยากมีประสบการณ์แบบนี้บ้าง
คำเตือน... ไม่แนะนำให้ทดลองกับห้องน้ำในห้างสรรพสินค้าหรือ
ในที่ๆมีคนพลุกพล่านโดยเฉพาะในที่ๆมีคนที่เราไม่รู้จัก
คำแนะนำ...ไม่จำเป็นต้องเชื่อผู้เขียนมากนัก ของอย่างนี้ ไม่ลองไม่รู้เด้ออออออ......
October 15 ขอบคุณก่งก๊งเมื่อเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมามีนัดดวลส้มตำกะก่งก๊ง
เพราะสบโอกาสที่ก่งก๊งสาขาเชียงใหม่กะพังงามาเมืองกรุง
นัดรวมตัวกันที่ร้านวาวี ที่ตู่เอาว่าเป็นที่รู้กันของก่งก๊ง....555
นัดครั้งนี้มากันสิบคนแน่ะ ^ ^ เยอะเป็นประวัติการณ์เลย
กินส้มตำกันจนฟ้าถล่ม
เอ้ย มะช่ายยยยย .... ฝนตกหนักตะหาก
พอแยกย้ายปุ๊บ ฝนลงปั๊บเลย
ส่งผลให้ป๋าหนุ่ยกะเอคุง เปียกเป็นลูกหมาตกน้ำ
เนื่องจากวิ่งหารถที่จอดไว้...ดูเหมือนใกล้ แต่ไกลชิบเป๋ง
พอวันอาทิตย์ ก็ไปช้อปกะสองสาว มิ้มที่หนีหมอมิวมาเที่ยว กะจุ๊บที่มาเปลี่ยนที่นอน
ไปถึงประมาณบ่ายสอง...แต่เดินไปเดินมาไม่ทันไร ทำไมมันห้าโมงเย็นเร็วจัง -_-"
ก็เลยย้ายจากแพลตตินัมไปโซ้ยต่อเซ็นทรัลเวิร์ลโดยมาป่าหนุ่ยมาสมทบ
อิ่มแล้ว...ก็ย้ายไปดวลไมค์กันต่อที่พารากอนโดยมี pk มาสมทบ
เสียดายนัดหนนี้...แป๋มไม่ได้มาแจม
ท่ามกลางความเครียดที่ต้องประสบในช่วงเวลานี้
ก็ได้เพื่อนๆ และก่งก๊ง นี่แหล่ะ
ทำให้มีพลัง มีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างมากมาย
ขอบคุณนะ ขอบคุณทุกคน
ขอบคุณจริงๆ
ขอบคุณ
August 09 ข่าวร้ายแม้ตั้งใจว่าปีนี้จะพยายามเขียนบล็อกให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็ยังไม่สำเร็จเนื่องด้วยปัจจัยหลายอย่าง
ยิ่งกว่านั้น ไม่ได้เขียนเลยมาเป็นเวลา 6 เดือนแล้ว
เหตุผลที่วันนี้ลุกมาเขียน ก็เพราะได้รับข่าวร้าย...
วันนี้ได้รับจดหมายจากนิตยสารโลกสีเขียวที่ฉันบอกรับเป็นสมาชิกว่า
นิตยสารโลกสีเขียวจะยุติการผลิต โดยฉบับที่ 100 เดือนกันยายน-ตุลาคม 2551 นี้จะเป็นฉบับสุดท้าย
เนื่องด้วยปัญหา M
ต้นทุนสูงขึ้น แต่ขาดผู้สนับสนุน...
อืม..มันช่างเข้าใจง่ายดีแท้หนอ
............
.................................
..............
.........อึ้ง!!!!
เสียใจ?
ใช่...
ฉันเสียใจ
และเสียดาย
ฉันไม่ได้เสียดายที่มีการเลิกผลิต ทั้งๆ ที่อายุสมาชิกฉันยังเหลืออยู่เป็นปี
ทั้งๆที่เมื่อเย็นเพิ่งไปร้านเจ็ดสิบเอ็ด
เพิ่งเห็นหนังสือบันเทิง เพิ่งเห็นหนังสือซุบซิบดาราเต็มแผงหนังสือจนเลือกไม่ถูก
มันเกิดคำถามว่า "เกิดอะไรขึ้น?"
เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย February 06 สาวน้อยร้อยชั่งเมื่อเย็นได้ดูรายการเกมทศกัณฑ์...มีภาพนางสาวไทยคนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว
เป็นต้นกำเนิดของคำเรียก "สาวน้อยร้อยชั่ง"
เพิ่งรู้นะเนี่ย..
มันมาจากเงินรางวัลประจำตำแหน่งน่ะ..ร้อยชั่งก็แปดพันบาท
เออแฮะ...ไม่นึกว่าที่มามันคืออย่างนี้
ก็เลยนึกถึงหน่วยไทยๆ ที่แอบจำมาได้ตั้งแต่เด็ก..เลยอยากแบ่งปัน เผื่อใครไม่รู้จะได้รู้จ้า
"สี่ไพเป็นหนึ่งเฟื้อง สองเฟื้องเป็นหนึ่งสลึง
สี่สลึงเป็นหนึ่งบาท สี่บาทเป็นหนึ่งตำลึง
ยี่สิบตำลึงเป็นหนึ่งชั่ง
ยี่สิบชั่งเป็นเท่าไร..จำมะได้อ่า"
เพราะส่วนใหญ่หนังจีนจอมยุทธ์มันใช้แค่ตำลึงกะชั่ง ก็เลยไม่ได้จำต่อ..ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ (O_o")
มักง่ายเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันหลายวันก่อนได้พูดคุยกับพี่ที่ทำงาน
คุยไปคุยมา ก็มาเรื่องนิสัยความมักง่ายของคนไทย จริงๆ เรียกอย่างนี้ อาจดูแรงไป
เรียกให้เบาลง ก็คือ นิสัยรักสบาย
คนไทยทำอะไรก็ชอบเอาง่ายๆ เข้าว่า...
ไม่ว่าจะเป็นการข้ามถนนใต้/ใกล้สะพานลอย, นิสัยชอบแซงชอบปาด(ขับรถ), หรือเรื่องความสะอาด
ที่จะเขียนถึง ก็คือเรื่องความสะอาดเนี่ยล่ะ
พี่ไทยชอบที่จะให้ตัวเองสะอาด แต่ชอบปัดความสกปรกออกไปนอกตัว
เห็นได้จากการที่ชอบทิ้งขยะเรี่ยราดตามทางเดิน ตามถนนหนทาง
ถนนบ้านเราสกปรก เพราะคนชอบทิ้งขยะออกนอกรถ (เมื่อเย็นก็เพิ่งเจอมาหยกๆ มันน่าเตะจริงๆ.. -_-")
ไม่เหมือนหลายๆ ประเทศ ที่ถนนหนทางของเขามันสะอาดสะอ้าน ทำให้เมืองดูสวยงามขึ้นเยอะ
อาจเป็นเพราะกฎหมาย ข้อบังคับของเขามันสัมฤทธิ์ผล เพราะคนบ้านเขาเกรงกลัวบทลงโทษหรือเปล่า????
เมื่อโปรเจ็คต์ที่แล้ว ฝั่งผู้รับเหมานี่มีฝรั่งเยอะมาก
มีทั้งคนไทยคนไม่ไทยหลายคนที่ได้รถไปใช้ในการทำงาน
พี่เขาบอกว่า ฝรั่งมันก็มักง่ายนะ แต่มันคนละแบบกัน
พี่เขายกตัวอย่างเรื่องรถบริษัท..รถคนไทยนี่ ในรถสะอาดมาก แต่รถที่ฝรั่งมันใช้นี่..โคตรสกปรกเลย
อาจเป็นเพราะฝรั่งไม่ชอบ(ไม่ชิน)ทิ้งขยะออกนอกรถ...มันก็ทิ้งในรถนั่นเลย ซกมกกับตัวเอง
อืมมมม...ถ้าคนไทยจะซกมกกับตัวเองมากกว่าซกมกกับสาธารณะบ้าง
เอ้ย..มีสำนึกเรื่องส่วนรวมบ้าง ก็ดีนะ
ว่าไหม????
January 09 ประกาศฉบับสองโปรดทราบ โปรดทราบ
กำลังทำการบ้านส่งมิตรรักแฟนสแปรซทุกท่าน
จะทยอยส่งนะคะ
กำลังเอารูปมาโชว์
แล้วก็จะมาเล่าเรื่องประกอบภาพด้วยจ้า..
รอเค้าหน่อยนะตัวเอง ^ ^"
December 07 ประกาศประกาศ
ช่วงนี้ เอคุงจะไม่อยู่บ้าน
เนื่องจากจะไปเที่ยวเชียงใหม่ กลับมาทำงาน 2 วันแล้วจะเดินทางไปเวียดนามต่อ
เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ท่านใดคิดถึงก็ฝากข้อความไว้นะจ๊ะ
โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง เย้ยยยย......
มะช่ายยยยย แหะ แหะ -_-"
November 27 เหตุใดเราจึงให้?เหตุใดเราจึงให้?
“เกิดอะไรขึ้นกับจุดประสงค์ที่แท้จริงของการให้” เป็นคำถามจากทิม ฮาร์ฟอร์ด นักเขียนคอลัมน์นิตยสารไฟแนนเชียล ไทมส์ (Financial Times) “ยิ่งเราพินิจดูการให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจใกล้ไปเท่าไหร่ กลับยิ่งพบความบริสุทธิ์ใจ น้อยลงไปเท่านั้น” เช่นในการศึกษาโครงการรณรงค์หาทุนตามบ้านกลับพบว่า องค์กรต่างๆ จะได้รับจากกำไรการขายสลากกินแบ่งมากกว่าการขอบริจาคโดยตรง
ฮาร์ฟอร์ดยังกล่าวอีกว่า “สิ่งนี้บอกเป็นนัยว่าแทบจะไม่มีใครที่ทุ่มเททำความดี เพื่อประโยชน์ของผู้อื่นด้วยการให้เงินโดยไม่หวังสิ่งใด” สำหรับบางคน อย่างน้อยการให้ของเขาก็เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย
พระเยซูเองก็ทรงตรัสสอนเกี่ยวกับแรงจูงใจของการให้ พระองค์ตรัสว่า อย่าให้มือซ้ายรู้การซึ่งมือขวากระทำ ทรงสอนว่าแรงจูงใจในการถวายแด่พระเจ้าและ ให้ผู้อื่นจะต้องบริสุทธิ์ โดยทรงแนะนำประชาชนให้ทำทานและทำความดีอย่างลับๆ โดยไม่หวังผลตอบแทน แล้วพระเจ้าผู้ทรงเห็นทุกสิ่งจะทรงประทานบำเหน็จให้พวกเขาเอง (มธ. 6:3-4)
ความเอื้อเฟื้อของเราควรมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง และไม่ใช่เพื่อให้เราดูดี แต่เพื่อให้พระเจ้าทรงพอพระทัยในการทำความดีครั้งต่อไปของคุณ
ลองถามตัวเองดูว่า หากจะไม่มีใครรู้เลยว่าฉันได้ทำสิ่งนี้ ฉันจะยังทำอยู่ไหม?
พระเจ้าทอดพระเนตรผู้ให้เช่นเดียวกับของที่ให้ และทอดพระเนตรหัวใจเช่นเดียวกับมือ
มัทธิว 6:1-4 “1จงระวัง อย่ากระทำศาสนกิจเพื่ออวดคนอื่น ถ้าทำอย่างนั้น ท่านจะไม่ได้รับบำเหน็จ จากพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ 2เหตุฉะนั้น เมื่อท่านทำทาน อย่าเป่าแตรข้างหน้าท่าน เหมือนคนหน้าซื่อใจคด กระทำในธรรมศาลาและตามถนน เพื่อให้คนสรรเสริญ เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว 3ฝ่ายท่านทั้งหลายเมื่อทำทาน อย่าให้มือซ้ายรู้การซึ่งมือขวากระทำนั้น 4ทานของท่านจะต้องเป็นทานลับ และพระบิดาของท่าน ผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับ จะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน”
ปล. - ขอบคุณพระเจ้า สำหรับความรักมั่นคงและพระคุณมากมาย พระเจ้าน่ารักจังเลยค่ะ
November 15 พ่อจ๋า หนูเหนื่อยพ่อจ๋า.. หนูเหนื่อยจัง
หนูอยากพัก อยากอยู่เฉยๆ อยากทำอะไรตามใจตัวเองโดยการไม่ต้องตามใจคนอื่น
แต่ก็ทำไม่ได้
ไม่อยากจะไปงาน งานหนึ่ง..ด้วยเหตุผลว่าเราเหนื่อย
เราทำไม่ได้ใช่ไหมจ๊ะ
เราบอกเหตุผลของเราตรงๆ ไม่ได้ ทั้งๆที่มันเป็นความจริง
เหนื่อยจังที่ต้องสนใจความรู้สึกคนอื่นมากมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลานี้..ในช่วงเวลาที่เราอยากพัก อยากอยู่คนเดียว
ไม่ได้อยากไปเจอใครๆ อยากอยู่เฉยๆ
ในเวลาที่เราให้ได้ เราก็ให้เต็มที่
แต่พอถึงเวลาที่อยากพัก เรากลับทำไม่ได้
พวกเขาไม่เข้าใจ ยอมรับไม่ได้กับเหตุผลนี้ แล้วมันกลายเป็นว่า เราจัดการเวลาตัวเองไม่ดี
อยากรู้ว่าถ้าเขามาอยู่ตรงที่เราเป็น เขาจะเหนื่อยเหมือนเราไหม???
จริงอยู่..เขาไม่เห็นหรอกว่าเราไปทำอะไรมาบ้าง ก็เราไม่ได้มีเพื่อนแค่กลุ่มเดียวนี่
แล้วที่เราเหนื่อย เขามาช่วยเหนื่อยกับเราไหม
ก็เปล่า..เขาช่วยแบ่งเบาไม่ได้
เหตุผลว่าเหนื่อย มันชัดเจนที่สุดแล้ว
แต่เรากลับพูดไม่ได้
คนเรานี่ก็แปลก ชอบฟังคำเติมแต่งให้ดูดี ระรื่นหู..มันคือมารยาททางสังคมใช่ไหมจ๊ะ
พ่อจ๋า..หนูรู้ว่าถ้าหนูไม่แคร์จริงๆ หนูคงไม่เอามาคิด มาเครียดให้ปวดหัวหลายวันหรอก
ก็เพราะว่าหนูแคร์ หนูถึงได้ปวดหัวอยู่นี่
ขอโทษเพื่อนๆ นะ ถ้ามาอ่านอะไรหดหู่ๆ อย่างนี้
ฉันไม่ได้อยากเป็นอารมณ์นี้หรอก
แต่มันเหนื่อยจริงๆ T_T
October 20 นับหนึ่งขณะที่ชีวิตดำเนินไปตามสภาวะปกติ...
ดึกของคืนวันจันทร์คืนหนึ่ง เพื่อนที่ไม่ค่อยได้คุยกันบ่อยนักก็โทรหา
เพื่อชวนฉันไปร่วมงาน..งานเพลง
แล้วมันไม่ใช่แค่ไปร้องเพลงธรรมดา..แต่ครั้งนี้เป็นการบันทึกเสียงด้วย
.....ใช่แล้ว อ่านไม่ผิดหรอก
งานนี้เป็นงานที่กลุ่มเพื่อนนักเรียนแต่งเพลงรุ่น 6 ของเจนเอ็กซ์อคาเดมีร่วมกันทำ
เขาตั้งใจให้เสร็จให้ทันร่วมงานวันเกิดครบ 8 ขวบ ของโรงเรียน
เพื่อนฉันบอกว่าตอนแรกจะร้องเพลงนี้เอง...
แต่ว่าไม่รู้เป็นอะไร..คิดถึงฉันแบบต้องโทรหาให้ได้ ก็เลยโทรมา
ฉันก็งงๆ กับสิ่งที่เพื่อนบอก..แต่ก็คิดว่า เอาก็เอาวะ มันน่าสนใจนี่นา
"ลองดู ไม่มีอะไรเสียหาย มีแต่ได้กับได้" ฉันบอกกับตัวเอง
เพื่อนบอกต้องออกมาคุยกันเลย เพราะงานด่วนมาก ต้องอัดวันพฤหัส
ไอ้ฉันก็บ้าพอที่จะแล่นรถออกจากบ้านไปกลางดึก
สรุปวันนั้นกลับถึงบ้านเกือบสว่าง..เพราะคุยกับเจ้าของเพลงนานกว่าที่ฉันคาดไว้
ผ่านไป จนถึงวันอัดเสียง...
ฉันไปพร้อมกับความฉงนสงสัย ว่าการบันทึกเสียงมันเป็นยังไง(วะ)
ฉันไปพร้อมกับสภาพร่างกายที่อ่อนเพลีย เพราะนอนน้อย -_-"
ฉันไปพร้อมกับความกังวล เพราะความไม่คุ้นเคยกับกระบวนการในห้องอัด..กลัวทำงานเขาเสียอ่ะ
ฉันไปพร้อมกับความตื่นเต้นที่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ
ก็ประสบการณ์ในห้องอัด มันไม่ได้ผ่านเข้ามาหาเราง่ายๆนะ
ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานบทเรียนที่น่าตื่นเต้นแก่ฉัน
ห้องอัดที่ว่า...
เป็นห้องพักของ Fatcat
เราอาจจะเรียกให้ดูดีขึ้นนิดนึงด้วยภาษาอังกฤษว่า "Bedroom's Studio"
เราเรียกที่บังไมค์ว่า "ม่านประเพณี" เพราะหน้าตาของมันที่เป็นถุงน่อง
ซึ่งถูกนำมายึดติดกับฝากล่องลายจีนๆ พร้อมแถบกาว 3 สี ที่นำมายึดมันไว้เนื่องจากมันจะหด เลื่อนลงทุกๆวัน
ทั้งๆที่ก็เพิ่งรู้จักกันในวันนั้นเอง..แต่รู้สึกว่าบรรยากาศการทำงานเป็นกันเองมาก..เอ๊ะ ฤาฉันขี้ตู่?????
ตอนแรก ต้องใช้เวลาพอสมควรในการที่จะคุ้นเคยกับไมค์ที่ใช้อัด
ผ่านไป 3 ชั่วโมง ปังคุง เอ้ย..เอคุงร้องจนเหนื่อยแล้ว...ก็ยังไม่ได้คืบหน้าไปไหนเลย
อีกอย่างหนึ่ง โจทย์เพลงนี้ก็ค่อนข้างไกลตัวฉัน..ทั้งแนวเพลงและการร้อง แต่ขอบคุณที่ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ
เวลาก็ผ่านไป ดึกขึ้น ดึกขึ้น...
ในขณะที่ทุกคนคงเครียดกับการทำงาน
แต่แล้ว ยิ่งดึก......ปังคุง เอ้ย..ฉันกลับยิ่งคึก......เดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็หัวเราะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า โฮะ โฮะ โฮะ เอิ๊กๆๆๆๆๆๆ
ก็เกรงใจเขานะ..แต่คนมันขำอ่ะ หยุดไม่ได้จริงๆ ฮี่ๆๆ (กรุณานึกหน้าตา+ท่าทางของฉันประกอบ)
ในที่สุด...ก็เสร็จงานตอนประมาณตี 2..โอ้วววววววว
ฉันขอบคุณทุกคนที่ได้รู้จักจากการร่วมทำงานชิ้นนี้...ฉันได้เรียนรู้มากเหลือเกิน
จากขั้นตอนการผลิต+การแลกเปลี่ยนประสบการณ์...
จึงได้รู้ว่า..เบื้องหลังการผลิตนักร้อง มันมีรายละเอียด โ ค ต ร มากมาย
ได้ฝึกที่จะฟังดนตรีมากขึ้น...ด้วยความที่ชอบร้องเพลง ปกติจึงฟังแต่เสียงร้องมากกว่า
ได้รู้ได้เห็นองค์ประกอบและขั้นตอน กว่าจะมาเป็นเพลง
สิ่งหนึ่งที่ได้รู้จักคือ ผู้ออกแบบการร้องและการใช้เสียงหรือ Voice Designer (ฉันเรียกเอง...ผิดถูกไม่รู้)
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับฉัน...
ทั้งสนุก ทั้งตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ ..ทุกอย่างมันเกี่ยวเนื่องกันหมด
เช่น การมิกซ์เสียง...ไม่ใช่แค่การผสมเสียงดนตรีต่างๆ กับเสียงร้อง
แต่มันมีรายละเอียดมากมาย
งาน Sound Engineer นี่..ต้องใช้โสตประสาท (หู) อย่างมากๆ + ความรู้ ทักษะและประสบการณ์
มันเหมือนพ่อครัว..ที่จะผสมส่วนประกอบและปรุงรสอาหารให้ออกมาถูกปากถูกใจคนกิน
แต่การมิกซ์เสียงก็ไม่ใช่จะจบแค่ในห้องอัด..การแสดงสดก็ต้องการการมิกซ์ที่ดี
เรื่องนี้มันตอบปัญหาที่ฉันแอบสงสัยมานาน... ^ ^
ได้เรียน..โดยที่ไม่ต้องไปลงทะเบียนเลย
หลังจากการทำงานแบบอดตาหลับขับตานอนของหลายๆคน
ในที่สุด ก็มีงานเพลงชุดนึงออกมาในชื่อ Free Style by Lazy Monkey
หน้าตาเป็นเยี่ยงนี้ขอรับ...
ภาพท้องฟ้าที่เห็นในปกเป็นสภาพท้องฟ้าจริงๆ ไม่ได้แต่งภาพ นอกจากแต่งสีเท่านั้น
การถ่ายปกและการออกแบบเป็นฝีมือคุณตาล..น่ารักดีค่ะ
หลังจากงานเสร็จออกมาเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เห็น
ฉันก็ยังได้เรียนรู้อะไรอีกมากมายกับขั้นตอนหลังการผลิต
งานยังไม่สมบูรณ์อย่างที่คนแต่งเพลงวาดภาพไว้ในใจ..ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง
แต่เมื่อมันออกมาแล้ว..ก็ไม่ใช่เวลาที่เราจะไปจมอยู่กับข้อบกพร่องนั้น
ทั้งพูดคุย ปลุกปลอบ ให้กำลังใจกันไป...
เพราะที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรดีไปกว่าการเดินต่อไปข้างหน้า
ก็ต้องเดินต่อไป...
KEEP WALKING
ฉันนึกถึงข้อพระคำที่ว่า
"แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะความรักย่อมผูกพันทุกสิ่งไว้ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์"
ป.ล.
- ตั้งใจจะไปงานแฟต เฟสติวัล 10-11 พ.ย. นี้ ที่เมืองทอง..ใครสนใจก็ไปสนับสนุนกันได้จ้า
- ใครไม่สะดวก สั่งที่เราก็ได้ 199 บาท..อิอิ (เพราะเราไม่มีหน้าร้าน..แต่กำลังจะทำเว็บกันจ้ะ)
- ออกตัวเลยว่า Sound ยังไม่ดี..น้อมรับคำติชมและกำลังใจจ้ะ
อ้อ..แนะนำให้ใช้หู+ใจในการฟัง ^ ^
- มันไม่ใช่งานดีที่สุด แต่ดีที่สุดท่ามกลางข้อจำกัดที่มี..
- เพลงที่ฉันชอบดนตรีและเนื้อหาที่สุด คือ เพลง"ทิ้ง" Sound มันดิบๆดี
ถ้ายังไม่ได้ลงมือทำ ก็ไม่มีทางรู้เลย..ว่ามีปัญหาอะไรบ้าง
และ
ถ้าไม่มีก้าวแรก จะมีก้าวที่ร้อยอย่างไรได้
ชิมิเคอะ
October 04 ยากโคตร..โคตรยากในทางทฤษฎี(ของฉันอ่ะนะ): แนวทางที่จะสร้างจิตสำนึก
รู้ ---> เข้าใจ ---> ยอมรับ ---> ตระหนัก
ในทางปฏิบัติ ?!#$%?!#$%&
โคตรยากเลยว่ะ
สงสัยต้องขยาย loop ให้ครอบคลุม เพื่อจะหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่เป็นปัญหา
ว่าแต่..จะหาไปทำไม
เมื่อที่จริงแล้ว ก็รู้ว่าปัจจัยนั่นมันมีอะไรมั่ง
ที่สำคัญ...
ไอ้ตัวปัญหา มันไม่ให้ความร่วมมือนี่หว่า
เฮ้อ.....เซ็งงงงงง
September 08 นายนมดำแอบรู้จักกับนายแทนไทมาข้างเดียวมาตั้งแต่ม.ต้น สมัยฉันเป็นเด็กภูธร โอ้...ช่างยาวนานเสียจริง รู้จักผ่านเพื่อนคนหนึ่ง...ชอบมาพูดถึงนายคนนี้ให้ฟังบ่อยๆ จากไม่รู้จัก เออ..(แอบ)รู้จักก็ได้วะ
แทนไทเขาเป็นหนุ่มนมดำ... เอ่อ..ก็เขาว่าของเขาอย่างนั้น ฉันเปล่าตั้งให้ซักกะหน่อย แทนไทเป็นลูกชายคนโตของคุณเสกสรรและจิระนันท์ แรกๆ ก็เฉยๆ ไม่ได้ยี่หระอะไรกะนายนี่...ก็หน้ายังไม่เคยเห็นเลยนี่ รู้แค่เป็นเด็กเก่งคนหนึ่ง เก่งไม่เก่งก็ได้เหรียญทองแดงโอลิมปิควิชาการ สาขาชีววิทยาน่ะ แล้วยังได้ทุนพสวท.ไปเรียนที่ Cornell ด้วย...เรียนชีววิทยาอีกต่างหาก เท่ชะมัดเลยว่ะ
มาชื่นชมก็ตอนที่ได้รู้ว่าทำไมเขาถึงเรียนชีววิทยา...และมีความฝันอย่างไร ..ก็เด็กเก่งส่วนใหญ่ ไม่เรียนหมอก็วิดวะ เออ..ไอ้หมอนี่แปลกดีแฮะ
นอกจากชอบชีววิทยา เรียนชีววิทยา แล้วยังอยากเป็นครูสอนชีวะอีกด้วยแน่ะ! ..ก็เด็กเก่งส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีใครอยากเป็นครู เออ..ดีว่ะ น้อยคนที่คิดอย่างนี้ ยิ่งคนที่มีความพร้อมขนาดนี้ด้วย...โอ้ สยามไม่สิ้นคนดีจริงๆ ชื่นชมและยินดีกับพ่อแม่เขามากมาย ลูกดีเป็นศรีกับวงศ์ตระกูลจริงๆ โอ้..ชื่นชมโสมนัสจริง ^ ^
อ่านเรื่องราวที่เขาไปเป็นอาจารย์สอนชีวะเด็กม.ปลาย ก็ยิ่งชื่นชมกับการเป็นครูด้วยหัวใจ "จริงอยู่ผมย้อมสีผมและสูบบุหรี่ แต่ผมไม่ได้เป็นอาจารย์ด้วยปอดและสีผม ผมเป็นอาจารย์ด้วยสมองและหัวใจ" อ่านแล้วเชื่อว่า ไม่มีใครปฏิเสธการเป็นคุณครูเด็กแนวอย่างเขาลง
วิชาชีววิทยา... เป็นวิชาหลายคนชอบบอกว่ามันเป็นวิชาท่องจำ ฉันไม่คิดอย่างนั้น... ใช่ว่าจะใช้แค่การท่องจำอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่ การเรียนทุกอย่างมันก็เริ่มต้นด้วยการจำ เพื่อรู้จักพื้นฐานที่ต้องใช้ในวิชานั้นๆ ก็ถ้าไม่รู้จักพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์..ว่าเรียกอะไร มีตัวอะไรมั่ง จะผสมคำ สะกดคำ อ่านออกเสียงกันได้ยังไง???
นอกจากความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะทำให้วิชาชีววิทยาน่าสนใจสำหรับเด็กๆ เขาเป็นทั้งเพื่อน พี่ พ่อแม่และหัวโจกของนักเรียน หลายๆเรื่อง อ่านแล้วคิดว่า....เฮ้ย !!! มันบ้าว่ะ รั่วดี ชอบบบบบบ แทนไทมาเรียนต่อโทที่คณะที่ฉันจบตรีมา ซึ่งฉันก็ไม่เคยเจออยู่ดี..เพราะดันหนีไปศาลายา 555+ ปรากฏว่า..ไอ้หมี เพื่อนพลัง 100 แรงม้าของฉัน ดันไปปรากฏตัวในไดของนายยีสต์นี่ด้วย เออ...ไอ้หมีมันจะรู้ไหมนะ ฉันยังปลื้มแทนเพื่อนเลย แม้ว่าเขาจะเขียนถึงทะแม่งๆ ไปหน่อยก็เถอะ
อืม...ก็คิดว่าคงรู้จักกันแค่นี้แหล่ะ
แล้วก็รู้ว่าเขาทำThesis ด้านชีววิทยาทางทะเล ภาค Marine อ่ะ มารู้ตอนหลังว่า ศึกษาเรื่องการติ๋วติ้วกันของปลาหมึกด้วยนา โอ้.....ยีสสสสต์มั่กๆ อยากไปหา Thesis มาอ่านว่ะ
ก็คงรู้จักกันแค่นี้แหล่ะ
แต่.. วันก่อนคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง เด็กมารีนเนี่ย เพื่อนเล่าว่าอาจารย์ที่ภาคน่ะ ด่านายคนนี้ตรึมเลย ด้วยเหตุผลที่ว่า...มันไม่เข้าเรียน มาก็สาย ดันสอบได้ A
โอ้ววววววว.....ยีสสสสสต์ซ้า
ยัง.........ยังคร้าบ..............ยังไม่พอ ปรากฏว่า ไอ้นายเนี่ยไปเกี่ยวข้องรู้จักกับเพื่อนฉันอีกคน ที่ตอนนี้หนีไปอีกซีกโลกซะแล้ว เออ..วุ้ยยยยย ให้มันได้อย่างนี้ดิ
แต่ว่า...ยังไง ยังไง ฉันก็ได้แต่แอบรู้จักข้างเดียว แอบยีสต์คนเดียวอย่างเนี้ยยยย
โอ้วววววววววว.......มันช่างยีสสสสสสสสสสสสสสสสสสสต์
ป.ล. ขอให้โลกนี้สงบสุข ^ ^"
September 04 เพียงวูบหนึ่งเหตุเกิด ณ ร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่ง เวลาประมาณเที่ยง
ขณะที่ฉันกำลังยืนรอก๋วยเตี๋ยว
ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ หุ่นล่ำสัน ผิวเข้มกำลังคุยโทรศัพท์
ฉันรับรู้บทสนทนาอย่างเลี่ยงไม่ได้...ว่าแต่ว่า อันที่จริง ฉันก็ไม่ได้อยากเลี่ยงนี่หว่า ก็มาพูดให้ได้ยินเองนิ -_-"
และที่ สำ-มะ-คัน ฉันไม่ได้แอบฟังด้วยเฟ้ย
เพราะอากาศมันเป็นสิ่งสาธารณะ...ใช้ร่วมกัน
หึ หึ หึ..
ผลจากการที่คลื่นเสียงมันผ่านอากาศเข้ามากระทบอวัยวะรับเสียงแล้วแปลสัณญานเสียงสู่สมองของฉัน
คาดว่า คู่สนทนาคงเป็นเพื่อนของต้นสายและอยู่ต่างจังหวัด
ใจความที่จับได้คือ
ผู้ชายคนนั้น บ่นเรื่องชีวิตการทำงานในกรุงเทพหลังจากจบการศึกษา
จบอะไรก็ไม่รู้...แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะไปถามเขานี่หว่า (O_o")
จากการสังเกตจากสิ่งที่เห็นได้ด้วยตา..คาดว่าน่าจะจบประมาณ วิดวะ เทคนิค หรือช่างอะไรสักอย่าง
ต้นสาย บ่นว่าทำงานในกรุงเทพมันเสียค่าใช้จ่ายเยอะ อยู่อย่างปลายสายน่ะดีแล้ว
ต้นสาย บอกอีกว่า อยากเปลี่ยนงาน อยากไปรับของอะไรสักอย่างที่บ้านมาขายในที่คลองถม
ลึกลับจริงแฮะ... ของอะไรวะ
เอาวุ้ย...คนฟังจิตนาการล้านแปด
ต้นสายบอกว่า ของที่ว่านั่น ขายง่าย..ไม่ต้องมีการรับประกันอะไร เพราะราคาถูกกว่าในห้าง ขายเสร็จก็จบงาน
ฉันเดาว่า น่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กรอนิกส์อะไรประมาณนี้..ว่าง่ายๆก็เครื่องใช้ไฟฟ้านั่นล่ะ
ต้นสายคุยต่อว่า ไม่ใช่ธุระอะไรของเขาที่จะรับผิดชอบของที่ขายไปแล้ว
"จะเอาอะไรนักหนา ราคามันไม่แพง ถ้ามันพังก็ซื้อใหม่ ไม่ต้องซ่อม"
ฉันได้ยินอย่างนั้นแล้วมันจี๊ดดดดดดด.....หัวจายยยยย ได้ยินแล้ว'รมณ์ขึ้น ใกล้จะแปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่า
เฮ้ย...รู้ไหมว่าพูดให้ใครฟัง
หงุดหงิดขึ้นมาทันตา สายตาขวางๆอีกต่างหาก
ทนมะด๊ายยยยยยยย
คิดทบทวนในหัวเพียงชั่วแว้บว่าจะลุกไปพูดกะไอ้หมอนั่น
"คุณคะ ขอโทษนะคะ เรียนจบอะไรมาคะ คิดได้ยังไง คิดอยากได้เงินเยอะๆ เพียงอย่างเดียว แค่นี้เหรอ
นึกไหมว่าไอ้พวกของราคาถูกๆที่ทำมาใช้ไม่กี่ทีก็พัง มันใช้ทรัพยากรไปมากมายแค่ไหน
ทำไมไม่ใช้ของโดยรู้จักคิดถึงคุณค่าทรัพยากรและพลังงานที่ใช้ไป
คิดอย่างนี้มันสร้างความเสียหายกับสภาพแวดล้อมรอบตัวคุณยังไง คิดไหม คิดไหม??? "
โหย...ยัวะครับ ยัวะ
คิดอีกที..ไม่เอาดีกว่าแฮะ
ไปพูดแบบสุภาพเรียบร้อยดีกว่า เดี๋ยวโดนเตะขึ้นมา มันจะไม่คุ้ม...ฮ่า ฮ่า !!!
ฉันยิ่งเป็นหญิงบอบบางบึกบึนอยู่ด้วย
อารมณ์มันขึ้นจริงๆอ่ะ..ก็เข้าใจว่าเรื่องปากท้องมันสำคัญ
แต่ถ้าคิดอย่างนี้กันทั้งประเทศ...เมื่อไหร่ ปัญหาสภาพแวดล้อมมันจะได้รับการแก้ไขจริงจังซักทีล่ะ
ตอนนี้ก็กระแสโลกร้อน...
ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี
ฉันก็ดีใจที่มีกระแสนี้...เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมจะได้รับความสนใจมากขึ้น
แต่ไม่รู้ว่าจะอยู่ในความสนใจได้นานสักแค่ไหน???
อยากให้มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้ความสำคัญเรื่องนี้ให้มากๆและอย่างจริงจัง
พูดไปพูดมา มันก็ไอ้เรื่องเดิมที่เขียนมาถึงมาหลายครั้ง... "จิตสำนึก"
ฮึ่มมม......หงุดหงิด หงุดหงิด
แค่เรามีจิตสำนึกกันมากกว่านี้
ปัญหาทุกอย่างมันก็จะได้รับการเยียวยา ไม่ว่าจะสิ่งแวดล้อมหรือสังคม
บอกแล้วว่ามันเป็นเรื่องของทุกคน...
เราบริโภคทรัพยากรกันตั้งแต่ก่อนเราเป็นเอ็มบริโอในท้องแม่แล้ว
......
แล้วฉันก็กินก๋วยเตี๋ยวต่อไป..........จนหมด
โดยที่ไม่ได้ลุกไปพูดอะไรกะไอ้หมอนั่นซักคำ
ป.ล. อย่าลืมนะคะว่า "เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว"
August 24 อิ่มหลายวันก่อน..หลายวันมากด้วย
หลังเสร็จจากการนัดพบของสมาชิกเดอะก่งก๊ง ณ บางกอก ฉันพาตัวเองไปยังมะขามป้อมสตูดิโอ...
ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลยขณะที่พาตัวเองไปถึงที่โรงละคร
ชื่อเรื่องยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำไปเพราะมันยาวมาก
ฉันรู้แต่เพียงว่า ฉันจะมาดูละคร
ที่ไหนได้...การแสดงในวันนี้ไม่ใช่ละคร แต่เป็น "การอ่านบทละคร"
นอกจากนี้ ตอนแรกยังคิดว่าจะเสียตังค์ตีตั๋วดู ที่ไหนได้...ฟรี ครับพี่น้อง
เอาเป็นว่า...เป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับฉันที่ได้ชม "การแสดงการอ่านบทละคร"
อืม...แปลกดีแฮะ ไม่เคยได้ยินว่ามีอย่างนี้ด้วย
สิ่งที่ดึงดูดให้มา นอกจากความอยากและความคิดถึงละครแล้ว อีกสิ่งก็คือชื่อผู้เขียนบท
ผลงานบทละครนี้เป็นงานเขียนร่วมกันระหว่าง ครูอุ๋ย-พรรัตน์ ดำรุง อาจารย์คณะอักษร จุฬาฯ เอกศิลปการละคร
และมินห์ งอค (Nguyen Thi Minh Ngoc) นักเขียนบทละครชาวเวียดนาม
ฉันไม่เคยรู้จักคุณมินห์ งอค มาก่อนเลย..
แต่ฉันอยากมาเพราะชื่อครูอุ๋ยต่างหาก...ซึ่งมันต้องย้อนไปสมัยป.ตรี โน่น
ฉันและเพื่อนที่ภาคเคยทะลึ่งข้ามฝั่งสนามฟุตบอลไปคัดตัว (Audition) เพื่อเล่นละครเวทีของคณะอักษร
แล้วก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในโปรดัคชั่นละคร "ฉลามฟันหลอ" ที่ครูอุ๋ยเป็นผู้กำกับ
จำได้ว่าครูอุ๋ยบอกว่า เป็นโปรดัคชั่นที่ใหญ่มาก คนเยอะมากเท่าที่เคยทำมาเลย
ฉันและเพื่อนเป็นเด็กวิดยา ที่หลายคนแปลกใจว่า เด็กวิดยานี่มันสนใจละครเวทีด้วยหรือ
ที่จริงเรื่องนี้ นอกจากรวมเด็กมาจากหลายคณะแล้ว มาจากต่างสถาบันก็มี...อุ่นหนาฝาคั่งกันเลยทีเดียว ^ ^
ที่จริงแล้วจุดเริ่มต้นความสนใจในละครเวที มันมาจากการร้องเพลง
ด้วยความที่ชอบร้องเพลง...
"ฉลามฟันหลอ" เป็นละครที่มีเพลงเยอะ แต่ไม่ใช่ละครเพลง ครูดูก-นพีสี เรเยส เป็นผู้กำกับดนตรี
เหตุผลที่ฉันได้เข้ามามีส่วนร่วมอาจเป็นเพราะตอนออดิชั่น ครูอุ๋ยบอกว่า "ครูชอบเสียงของเธอจัง"
หูยยยยย....มันดีใจมากน่ะ เด็กที่แค่ชอบร้องเพลง ไม่ได้เรียนมา..แล้วมีครูมาชม โอ้โฮ...ไม่ปลื้มยังไงไหว
ฉันคิดว่าครูเลือกฉันเพราะต้องการให้มาช่วยด้านเสียงเพลง เพราะในบทหมู่มวล บทหนึ่งของฉันคือปลานักร้อง...ฮ่า ฮ่า
และยังเป็นโอกาสดีที่ได้รู้จัก (รู้จักข้างเดียวอ่ะนะ) นาฏกรมีฝีมือคนหนึ่งของไทย อ.พิเชษฐ์ กลั่นชื่น
ขอบอกว่า ท่วงท่าการเคลื่อนไหวและสรีระของอาจารย์สวยงามมาก
ฉันไม่เคยสนใจเรื่องสรีระผู้ชาย
แต่วันนั้น..ที่อาจารย์มาออกแบบท่าเต้นให้ละครครูอุ๋ย
เป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้ว่า สรีระ (Body) สวยๆ เป็นอย่างไร
Body line มัดกล้ามเนื้อ ... มันสวยจริงๆนะเออ
ศิลปะละครมันประกอบด้วยศิลปะหลายแขนง
และเมื่อได้มีโอกาสสัมผัสกับงานด้านนี้...
ฉันก็หลงเสน่ห์ละครเวทีอย่างจัง หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมฉันพูดถึงมะขามป้อมบ่อยๆ เอะอะก็มะขามป้อม
ก็เพราะว่า..
ครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นอาสามะขามป้อม
ได้รู้จักกับคนละครกลุ่มนี้ ได้เห็นการทำงานศิลปะที่สวยงาม
และที่มากกว่าความสวยงาม..ละครมะขามป้อมยังสนุกและแฝงแง่คิดมากมาย
มะขามป้อมสามารถนำปัญหาและเรื่องรอบตัวมาใส่ในละคร แล้วถ่ายทอดในรูปแบบที่น่าสนใจ
ละครมะขามป้อม ไม่ได้เป็นอย่างที่คนส่วนใหญ่คุ้นตาจากสื่อโทรทัศน์
บางทีก็เป็นลิเก บางครั้งก็เป็นละครร้อง(อย่างสมัย ร.6) ละครเร่ ละครหุ่นเงา ละครแบล็กไลท์ ฯลฯ
เราสามารถพบทั้งศิลปะร่วมสมัยและศิลปะพื้นบ้านได้ในละครมะขามป้อม
เหล่านี้ยิ่งตอกย้ำว่า ละครมันมีเสน่ห์เหลือเกิน
แต่คนที่ชินกับละครของคุณบอย หรือในมุมที่ให้แต่ความบันเทิง
อาจเห็นว่าละครมะขามป้อม มันหนัก เนื่องด้วยเหตุผลหลายอย่าง ฉันจึงห่างจากมะขามป้อมไป
แต่ด้วยเสน่ห์ของละคร...ฉันจึงไม่พลาดที่จะดูละครทุกครั้งที่มีโอกาส
อันที่จริงกลุ่มคนทำละครในบ้านเราแม้จะไม่ใหญ่นัก แต่ก็มีการรวมตัวกันหลายกลุ่มมากพอดู
และในการอ่านบทละครในวันนี้ก็เป็นการร่วมใจของคนละครหลายกลุ่ม ได้แก่
พระจันทร์เสี้ยวการละคร, B-FLOOR, เสาสูงและมะขามป้อม
บทละครที่นำเสนอเป็นเรื่องที่ครูอุ๋ยและมินห์ งอคเขียนถึงการจากไปอย่างกะทันหันของฮันห์ (Hanh)
ศิลปินสาวน้อยชาวเวียดนาม เมื่อคราวเดินทางมาร่วมงานเทศกาลละครกรุงเทพ
นักเขียนทั้งสองพบกันในงานสัมมนานักเขียนบทละครหญิงนานาชาติ ที่จาการ์ตา อินโดนีเซีย
ครูอุ๋ย เขียนถึงการพลัดพราก การสูญเสีย...ในส่วนหลัง
แต่ในส่วนแรก มินห์ งอค เขียนถึงความหวัง ความฝันขอฮันห์...
เขาสอดแทรกวิถีชีวิตชาวเวียดนามได้อย่างละเมียดละไม และเล่าเรื่องกระทบใจฉันมาก
โดยเฉพาะเรื่องการต่อสู้เพื่อความฝันในการเป็นศิลปินของฮันห์
ฉันรู้สึกว่า..ฮันห์กล้าหาญมากถึงมากที่สุด ที่ยืนยันและยืนหยัดที่จะเป็นศิลปิน
ก็อย่างที่รู้กันว่า พวกศิลปินน่ะ ไส้แห้ง...
ยุคสมัยปัจจุบัน น้อยคนนักที่จะยืนหยัดสู้เพื่ออุดมการณ์ของตัวเองอย่างเข้มแข็ง
ปากท้อง...ย่อมมาก่อน
ศิลปินอิ่มด้วยความสุขที่ได้ทำงานศิลปะที่ตนเองรัก
งานนำเสนอความเป็นปัจเจก ซึ่งไม่ค่อยตอบโจทย์เรื่องเศรษฐกิจของตนเอง
และแม้จะไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว แต่..
ฉันนับถือความกล้าหาญของฮันห์ด้วยใจจริง
เรื่องอาจจะเศร้าไปหน่อย..ฉันเกือบจะกลั้นน้ำตาไม่ได้อยู่หลายครั้ง
ฉันแปลกใจว่าวันนั้น ฉันรู้สึกอิ่มเหลือเกิน...
มันอิ่มไปด้วยความสุขที่ได้เสพความรู้สึกจากบทละคร
การแสดงใช้แค่นักแสดงจริงๆ และเก้าอี้ 2 ตัว ไม่มีอุปกรณ์ประกอบอื่นใดนอกจากบทละครที่อยู่ในมือนักแสดงทุกคน
นักแสดงอ่านบทละครไปเรื่อยๆ ประกอบการแสดงอารมณ์ร่วมบ้าง แต่ไม่เต็มตัวเหมือนเวลาแสดงละครจริงๆ
ฉันว่า การแสดงการอ่านบทละคร มีจุดเด่นคือ มันมีที่ว่างเยอะ
ที่ว่างเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องเติมอะไรลงไป นอกจากจินตนาการ
แม้จะไม่เคยเห็นและไม่ได้อยู่สถานที่เดียวกับตัวละคร
แต่เราก็คล้อยตามเรื่องได้ด้วยจินตนาการของเรา
ใช่แล้ว..
ความสุขที่ได้มันคล้ายกับการอ่านหนังสือตรงที่ เราเติมช่องว่างเหล่านั้นด้วยจินตนาการของเรา
ฉันว่ามันเป็นเสน่ห์อย่างร้ายกาจของการอ่าน
กับจินตนาการไร้พรมแดน
ป.ล. 1) เรื่องนี้อาจจะร่าเริงน้อยไปหน่อย กำลังติสต์อ่ะ...ติ๊ดชึ่งอ่านะ ฮี่ ฮี่ ฮี่ !!!
2) ฉันดีใจที่ครูอุ๋ยจำฉันได้ด้วยล่ะ
3) เทศกาลละครกรุงเทพ (BTF : Bangkok Theatre Festival)
จัดในช่วง ส-อา 3 อาทิตย์แรกของเดือนพฤศจิกายน ณ สวนสันติชัยปราการ
|
There are no categories in use.
|
|||
|
|